ทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการนำพระลิขิตมาอ้างกันมากมาย
เรามาดูกันว่า พระลิขิต มีอำนาจอะไรบ้าง
มีขอบเขตอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง.......
ทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการนำพระลิขิตมาอ้างกันมากมาย
เรามาดูกันว่า พระลิขิต มีอำนาจอะไรบ้าง
มีขอบเขตอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง.......
![]() |
| สังฆราชไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน |
พระพุทธเจ้าตอนจะปรินิพพาน ไม่ได้มอบให้ผู้ใดเป็นศาสดาแทน
แต่ท่านให้ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนท่าน ต่อมาภายหลังมีการตั้งตำแหน่งทางพระ ตั้งแต่พระสังฆราช, พระผู้ปกครองตามลำดับชั้นต่างๆ รวมถึงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ก็เพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยดูแลคณะสงฆ์ ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ธรรมะวินัยจึงเป็นใหญ่ กฎระเบียบต่าง ๆ
จะเป็นรอง และจะต้องไม่ขัดแย้งต่อพระธรรมวินัย
แต่ท่านให้ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนท่าน ต่อมาภายหลังมีการตั้งตำแหน่งทางพระ ตั้งแต่พระสังฆราช, พระผู้ปกครองตามลำดับชั้นต่างๆ รวมถึงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ก็เพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยดูแลคณะสงฆ์ ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ธรรมะวินัยจึงเป็นใหญ่ กฎระเบียบต่าง ๆ จะเป็นรอง และจะต้องไม่ขัดแย้งต่อพระธรรมวินัย
อำนาจของพระสังฆราชและพระผู้ปกครองจะมี 2 ส่วนหลักๆคือ

สมเด็จพระญาณสังวร
1.อำนาจในการปกครอง เป็นอำนาจในการดูแลพระภิกษุและบุคลากร
ในสังกัดของท่าน จะแต่งตั้ง โยกย้าย ก็ทำได้ในขอบเขตอำนาจนี้
2.อำนาจในการตัดสินความผิดพระ พระธรรมวินัย ไม่ได้มอบอำนาจ
ให้ใครตัดสินควาผิดพระโดยลำพัง การตัดสินต้องทำเป็นองค์คณะ
พิพากษา (แม้แต่จะบวชใครให้เป็นพระ ก็ต้องทำเป็นองค์คณะ
พูดได้ว่า “ พระธรรมวินัยไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดผู้หนึ่ง มีอำนาจ
ชี้ให้ใครบวช
หรือ ชี้ให้ใครสึก จะต้องทำเป็นองค์คณะเท่านั้น)
ดังนั้น
การกล่าวอ้าง "พระลิขิต"
มาตัดสินให้ใครปาราชิกจะทำไม่ได้
อย่าว่าแต่ “พระลิขิต”
ที่เป็นตัวหนังสือ
แม้ว่าพระสังฆราชจะพูดด้วยตัวท่านเองก็ยังเป็นความเห็น
ในสถานะที่ท่านเป็นหนึ่งในองค์ผู้พิพากษาในมหาเถรสมาคม ถึงท่านจะเป็นประธานในมหาเถรสมาคม
แต่การตัดสินก็ต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมของมหาเถรสมาคม ซึ่งเปรียบไปแล้วเหมือนกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
(องค์คณะผู้พิพากษาสูงสุดในกฎหมายทางโลก)
ในทางปฏิบัติ การสึกของพระ จะเห็นได้ใน 3 ทาง คือ
1. ท่านมีความยินดีในเพศสมณะแต่เพียงเท่านั้น ก็เปล่งวาจาสึก ไปใช้ชีวิตทางโลก
2. กระทำความผิดพระธรรมวินัย แล้วยอมรับ
ก็เปล่งวาจาสึกด้วยตนเอง ซึ่งจะอยู่ต่อหน้าพระผู้ปกครองรูปใดรูปหนึ่งก็ได้
3. ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แต่พระภิกษุปฏิเสธว่าตนเอง
ไม่ได้ทำความผิดก็ต้องตั้งคณะขึ้นมาสอบสวน
ถ้าผลออกมาว่าผิดจริง ก็ถูกให้สึก แต่ถ้าสอบสวนแล้วไม่ผิด ก็เป็นอันพ้นมลทิน
โดยนัยยะตามข้อ 3 นี้ ในทางคณะสงฆ์จึงได้มีกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องตามพระธรรมวินัยคือ
โดยจะมีองค์คณะผู้พิพากษาตามลำดับชั้น ตั้งแต่ลำดับชั้นต้น จนไปถึงระดับสูงสุดคือ
ที่ประชุมมหาเถรสมาคม
สรุปได้ว่า
บุคคลจะนำ “พระลิขิต” ไปกล่าวอ้างเพื่อสึกพระ ทำไม่ได้
![]() |
| สมเด็จพระญาณสังวร |
1.อำนาจในการปกครอง เป็นอำนาจในการดูแลพระภิกษุและบุคลากร
ในสังกัดของท่าน จะแต่งตั้ง โยกย้าย ก็ทำได้ในขอบเขตอำนาจนี้
2.อำนาจในการตัดสินความผิดพระ พระธรรมวินัย ไม่ได้มอบอำนาจ
ให้ใครตัดสินควาผิดพระโดยลำพัง การตัดสินต้องทำเป็นองค์คณะ
ให้ใครตัดสินควาผิดพระโดยลำพัง การตัดสินต้องทำเป็นองค์คณะ
พิพากษา (แม้แต่จะบวชใครให้เป็นพระ ก็ต้องทำเป็นองค์คณะ
พูดได้ว่า “ พระธรรมวินัยไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดผู้หนึ่ง มีอำนาจ
ชี้ให้ใครบวช
หรือ ชี้ให้ใครสึก จะต้องทำเป็นองค์คณะเท่านั้น)
การกล่าวอ้าง "พระลิขิต"
มาตัดสินให้ใครปาราชิกจะทำไม่ได้
อย่าว่าแต่ “พระลิขิต”
ที่เป็นตัวหนังสือ
แม้ว่าพระสังฆราชจะพูดด้วยตัวท่านเองก็ยังเป็นความเห็น
ในสถานะที่ท่านเป็นหนึ่งในองค์ผู้พิพากษาในมหาเถรสมาคม ถึงท่านจะเป็นประธานในมหาเถรสมาคม
แต่การตัดสินก็ต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมของมหาเถรสมาคม ซึ่งเปรียบไปแล้วเหมือนกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
(องค์คณะผู้พิพากษาสูงสุดในกฎหมายทางโลก)




ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก
ตอบลบสงสัยมาตั้งนานแล้ว เพราะเคยอ่านเจอมาว่า สมัยพุทธกาลเมื่อมีกล่าวหาว่าพระทำความผิด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านทราบการกล่าวหานั้น ท่านก็จะให้ตั้งคณะขึ้นมาสอบสวน ทั้งๆที่ท่านเองย่อมรู้ด้วยญาณทัสนของท่านอยู่แล้วว่าความจริงเป็นอย่างไร ท่านก็ยังทำให้ดูเป็นแบบอย่าง เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติสืบต่อมา แต่นี่กลับมีคนมาแอบอ้าง ว่าเองเออเอง ทำให้สับสนวุ่นวาย
ตอบลบอ่านง่าย ชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอนดี ขออนุโมทนาบุญด้วย ที่ทำความถูกต้องให้กระจ่างชัดเจน
ตอบลบสาธุค่ะ ได้ความรู้ กระจ่างค่ะ
ตอบลบแต่พวกที่มาแอบอ้าง มีแต่พวกไม่รู้จริง ใช้อคติ และการเกลี่ยดชั่งมาทำร้าย เพื่อความสะใจ และคนยุคนี้ไม่เข้าใจ เสพสือ เชื่อ ไม่ใช้สติ มันถึงวุ่นว่ายสับสน ทุกวันนี้
ตอบลบ